ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน
ร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติโรงแรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การแจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าว)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติโรงแรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การแจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าว) จำนวน 2 ฉบับ ที่ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
สคก. เสนอว่า
1. โดยที่ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจและสังคมได้เปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี และโดยที่มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน
2. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย มีหนังสือแจ้ง สคก. เพื่อแจ้งข้อร้องเรียนปัญหาอุปสรรคในการประกอบธุรกิจและมีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศและลดภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนของภาคเอกชน โดยเสนอให้ทบทวนและปรับปรุงกฎหมายและกระบวนงานเกี่ยวกับการอนุญาตและการแจ้งเรื่องต่าง ๆ เพื่อลดอุปสรรคขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ลดภาระในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตของประชาชน
3. คณะกรรมการพัฒนากฎหมายได้พิจารณาปัญหาและข้อเสนอของภาคเอกชนดังกล่าว เห็นว่า ปัญหาของภาคเอกชนที่ร้องเรียนมานั้นเกิดจากหลักการของกฎหมายหลายฉบับมีความล้าสมัย ไม่เหมาะสมหรือสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน มีการกำหนดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น สร้างภาระและต้นทุนเกินสมควรเมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่สังคมหรือทางราชการจะพึงได้รับ ทั้งยังเป็นอุปสรรคในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักทางหนึ่งของประเทศ จึงมีมติให้เสนอแนวทางปรับปรุงหลักการของกฎหมายและแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามข้อร้องเรียนปัญหาของภาคเอกชนให้สอดคล้องกับหลักการพัฒนากฎหมายให้ดีขึ้น (Better Regulation) ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีหลักการเกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรการการกำกับดูแลคนเข้าเมืองและการทำงานของคนต่างด้าว และการปรับปรุงมาตรการการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวด้วย
4. คณะกรรมการพัฒนากฎหมายจึงได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติโรงแรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การแจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สอดคล้องกัน เพื่อลดภาระและอุปสรรคที่ไม่จำเป็นแก่ประชาชน ให้กฎหมายมีความทันสมัยสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน อันเป็นการสอดคล้องกับมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมีมติให้ สคก. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวพร้อมกันต่อไป สคก. จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติโรงแรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับมาเพื่อดำเนินการ ดังนี้
4.1 ร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 โดยแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการแจ้งการพักอาศัยของคนต่างด้าว และกำหนดจำนวนคนต่างด้าวซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร เพื่อลดภาระและอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งแก้ไขโทษอาญา (โทษปรับ) เป็นโทษปรับทางพินัย เพื่อให้เป็นไปตามหลักการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยสรุปได้ ดังนี้
|
พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 |
ร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง (ฉบับที่ ..)ฯ |
|
|
1. แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยาม เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างการบังคับบัญชาของ ตร. ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2541 พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 และพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 (ร่างมาตรา 3) |
||
|
● “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมตำรวจ (มาตรา 4) |
● ยกเลิกบทนิยามคำว่า “อธิบดี” (ร่างมาตรา 3) (เนื่องจากอธิบดีกรมตำรวจปัจจุบันคือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงต้องยกเลิกบทนิยามดังกล่าว) ● แก้ไขคำว่า “อธิบดี” เป็น “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” ● แก้ไขคำว่า “กองตรวจคนเข้าเมือง” เป็น “สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง” (สตม.) (ร่างมาตรา 4) |
|
|
2. การห้ามประกอบอาชีพของคนต่างด้าวและแจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าว (ร่างมาตรา 5 ยกเลิกมาตรา 37) 2.1 ยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามประกอบอาชีพของคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตามมาตรา 37 (1) เนื่องจากการประกอบอาชีพของคนต่างด้าวมีกำหนดไว้แล้วในพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 [ร่างมาตรา 5 ยกเลิกมาตรา 37 (1)] 2.2 แก้ไขเพิ่มเติมการแจ้งการพักอาศัยของคนต่างด้าว - ยกเลิกหน้าที่ที่คนต่างด้าวต้องแจ้งการเข้าพักอาศัยต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อมิให้ซ้ำซ้อนกับการแจ้งของเจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถาน ที่ต้องแจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าวเช่นเดียวกันตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรือการแจ้งเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าวโดยผู้จัดการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัยตามมาตรา 37 (2) [ร่างมาตรา 5 ยกเลิกมาตรา 37 (2)] - ยกเลิกการแจ้งย้ายที่พักอาศัยหรือเปลี่ยนที่พักอาศัยภายใน 24 ชั่วโมงและกรณีการเดินทางไปอยู่ต่างจังหวัดเกิน 24 ชั่วโมง ตามมาตรา 37 (3) และ (4) เนื่องจากได้มีการออกระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการแจ้งการเปลี่ยนที่พักอาศัย การย้ายที่พักอาศัย การเดินทางไปอยู่ต่างจังหวัดเกิน 2 ชั่วโมง และการอยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วันของคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ลงวันที่ 14 มกราคม 2563 ยกเว้นการปฏิบัติดังกล่าวแล้วไว้ในข้อ 6 (ปัจจุบันไม่ได้มีการแจ้งอยู่แล้ว) [ร่างมาตรา 5 ยกเลิกมาตรา 37 (3) และ (4)] ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องระบุเรื่องดังกล่าวไว้ในพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฯ อีก 2.3 การแก้ไขเพิ่มเติมการแจ้งที่พักอาศัยกรณีอยู่เกิน 90 วัน เห็นว่า เป็นกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อย หรือสวัสดิภาพของประชาชน และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่คนต่างด้าว จึงได้กำหนดให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาการแจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าวในกรณีดังกล่าวได้ตามความจำเป็น [ร่างมาตรา 5 ยกเลิกมาตรา 37 (5)] |
||
|
● มาตรา 37 คนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้ (1) ไม่ประกอบอาชีพหรือรับจ้างทำงาน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ (2) พักอาศัย ณ ที่ที่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุผลสมควรไม่สามารถพักอาศัย ณ ที่ที่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้แจ้งการเปลี่ยนที่พักอาศัยต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่เข้าพักอาศัย (3) แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ณ สถานีตำรวจห้องที่ที่คนต่างด้าวผู้นั้นพักอาศัยภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ย้ายไป ในกรณีเปลี่ยนที่พักอาศัย และถ้าที่พักอาศัยใหม่อยู่ต่างท้องที่กับสถานีตำรวจท้องที่เดิม คนต่างด้าวผู้นั้นต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ณ สถานีตำรวจท้องที่ที่ไปพักอาศัยใหม่ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ไปถึงด้วย (4) ถ้าเดินทางไปจังหวัดใดและอยู่ในจังหวัดนั้นเกิน 24 ชั่วโมง ให้คนต่างด้าวผู้นั้นแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ณ สถานีตำรวจห้องที่ภายใน 48 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ไปถึง (5) ถ้าอยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วัน คนต่างด้าว ผู้นั้นต้องมีหนังสือแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ณ กองตรวจคนเข้าเมืองทราบถึงที่พักอาศัยของตุนโดยมิชักช้าเมื่อครบระยะ 90 วัน และต่อไปให้กระทำเช่นเดียวกัน ทุกระยะ 90 วัน ถ้าท้องที่ใดมีที่ทำการตรวจคนเข้าเมืองตั้งอยู่จะแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทำการตรวจคนเข้าเมืองแห่งนั้นก็ได้ ความใน (3) และ (6) จะมีให้ใช้บังคับแก่กรณีใดตามมาตรา 34 โดยเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด การแจ้งตามมาตรานี้ คนต่างด้าวอาจไปแจ้งด้วยตนเองหรือมีหนังสือแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้ ทั้งนี้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด |
● มาตรา 37 ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อย หรือสวัสดิภาพของประชาชน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอาจกำหนดให้คนต่างด้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วันต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สตม. ทราบถึงที่พักอาศัยของตน ทั้งนี้ ตามวิธีการและระยะเวลาที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด (ร่างมาตรา 5) |
|
|
3. แก้ไขเพิ่มเติมการแจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าว เนื่องจากปัจจุบันการแจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าวโดยผู้จัดการโรงแรม ผู้จัดการโรงแรมต้องแจ้งตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ดังนั้น เพื่ออำนวยความสะดวกและลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินการให้กับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม จึงได้กำหนดให้การแจ้งเข้าพักอาศัยดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมเพียงฉบับเดียว (ร่างมาตรา 6 ยกเลิกมาตรา 38) |
||
|
● มาตรา 38 เจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานหรือผู้จัดการโรงแรมซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัยจะต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทำการตรวจคนเข้าเมืองซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่ที่บ้าน เคหสถาน หรือโรงแรมนั้นตั้งอยู่ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย ถ้าท้องที่ใดไม่มีที่ทำการตรวจคนเข้าเมืองตั้งอยู่ให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ณ สถานีตำรวจท้องที่นั้น ในกรณีที่บ้าน เคหสถาน หรือโรงแรมที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัยตามวรรคหนึ่งตั้งอยู่ในเขตห้องที่กรุงเทพมหานคร ให้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ กองตรวจคนเข้าเมือง การแจ้งตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด |
มาตรา 38 เจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานหรือผู้จัดการโรงแรมซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัยให้แจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าว ดังต่อไปนี้ (1) กรณีที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัยในบ้านหรือเคหสถานให้เจ้าบ้าน หรือเจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถาน ซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย (คงเติม) (2) กรณีที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัยในโรงแรมให้ผู้จัดการโรงแรมแจ้งการเข้าพักอาศัยตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม (ปรับปรุง) การแจ้งตาม (1) ให้เป็นไปตามระเบียบที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด โดยการแจ้งทางอิเล็กทรอนิกส์ให้กระทำได้ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ (เพิ่มเติม) (ร่างมาตรา 6) |
|
|
4. แก้ไขการกำหนดจำนวนคนต่างด้าวหรือคนไร้สัญชาติซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นรายปี โดยให้สามารถพิจารณากำหนดจำนวนที่เหมาะสมได้เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของประเทศ (เดิมที่กำหนดจำนวนคนต่างด้าว ซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นรายปีได้ไม่เกินประเทศละ 100 คนต่อปี และสำหรับคนไร้สัญชาติไม่เกิน 50 คนต่อปี เป็นไม่ระบุจำนวนในแต่ละปี) (ร่างมาตรา 7 ยกเลิกมาตรา 40) |
||
|
● มาตรา 40 ภายใต้บังคับมาตรา 42 มาตรา 43 และมาตรา 51 ให้รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดจำนวนคนต่างด้าวซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นรายปี แต่มิให้เกินประเทศละ 100 คนต่อปี และสำหรับคนไร้สัญชาติมิให้เกิน 50 คนต่อปี ฯลฯ |
มาตรา 40 ภายใต้บังคับมาตรา 42 มาตรา 53 และมาตรา 51 ให้รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจออกประกาศกำหนดจำนวนคนต่างด้าวหรือคนไร้สัญชาติ ซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นรายปีโดยคำนึ่งถึงการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หลักถ้อยทีถ้อยประติบัติ และความมั่นคงปลอดภัยของประเทศเป็นสำคัญ (ร่างมาตรา 7) |
|
|
5. แก้ไขเพิ่มเติมการกำหนดความผิดและบทกำหนดโทษ เพื่อให้สอดคล้องกับการกำหนดเรื่องการแจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าวตามร่างมาตรา 5 หรือมาตรา 6 แล้วแต่กรณี และได้แก้ไขโทษอาญา (โทษปรับ) เป็นโทษปรับทางพินัย เพื่อให้เป็นไปตามหลักการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ให้กำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง (ร่างมาตรา 9 ยกเลิกมาตรา 76 และมาตรา 77) รวมทั้งยกเลิกการกำหนดห้ามคนต่างด้าวประกอบอาชีพหรือรับจ้างทำงานตามที่เคยกำหนดไว้ในมาตรา 37 (1) (ร่างมาตรา 8 ยกเลิกมาตรา75) |
||
|
● มาตรา 76 คนต่างด้าวผู้ใดไม้ปฏิบัติตามมาตรา 37 (2) (3) (4) หรือ (5) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาทและปรับอีกไม่เกินวันละ200 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ● มาตรา 77 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 38 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท แต่ถ้าผู้นั้นเป็นผู้จัดการโรงแรม ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 10,000 บาท |
● มาตรา 76 คนต่างด้าวผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 39 (แจ้งที่พักอาศัยกรณีอยู่เกิน 90 วัน) มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย ไม่เกิน 5,000 บาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยอีกไม่เกินวันละ 200 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง (ร่างมาตรา 9) ● มาตรา 77 เจ้าบ้าน หรือเจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 38 (1) (แจ้งที่พักอาศัยในบ้านหรือเคหสถาน ซึ่งคนต่างด้าวเข้าพักอาศัย) มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 2,000 บาท (ร่างมาตรา 9) |
|
|
● มาตรา 75 คนต่างด้าวผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 37 (1) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
● ร่างมาตรา 8 ให้ยกเลิกมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เนื่องจากยกเลิกการกำหนดห้ามคนต่างด้าวประกอบอาชีพหรือรับจ้างทำงานตามที่เคยกำหนดไว้ในมาตรา 37 (1) แล้ว จึงต้องยกเลิกมาตรา 75 ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษสำหรับกรณีดังกล่าวด้วย |
|
|
6. เพิ่มบทเฉพาะกาล เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับการเข้าพักอาศัย การเปลี่ยนที่พักอาศัย และการกำหนดจำนวนคนต่างด้าวซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ที่ได้ดำเนินการอยู่ก่อนตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเพื่อความต่อเนื่องในการดำเนินการตามกฎหมาย (ร่างมาตรา 10) |
||
|
-ไม่มี- |
● บรรดาระเบียบและประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เฉพาะที่เกี่ยวกับการเข้าพักอาศัย ณ ที่ที่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การเปลี่ยนที่พักอาศัยและการกำหนดจำนวนคนต่างด้าวซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีระเบียบหรือประกาศตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ |
|
|
7. ผู้รักษาการ โดยกำหนดรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฯ เนื่องจากวงพระราชบัญญัตินี้มีบทเฉพาะกาล จึงจำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบกำกับดูแลการบังคับใช้และการปฏิบัติ ให้เป็นไปตามกฎหมาย (ร่างมาตรา 11) |
||
|
● ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียม กับค่าทำการและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไม่เกินอัตราตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ และกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ |
● ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการตามพระราชบัญญัติ |
|
4.2 ร่างพระราชบัญญัติโรงแรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 โดยแก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้จัดการโรงแรมบันทึกรายการเกี่ยวกับผู้พักโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ และให้ส่งข้อมูลทะเบียนผู้พักให้นายทะเบียนโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ และให้ส่งข้อมูลเฉพาะกรณีผู้พักที่เป็นคนต่างด้าวแก่ สตม. กับให้นายทะเบียนและกรมการปกครองมีหน้าที่จัดเก็บ รวบรวม และเปิดเผยข้อมูลทะเบียนผู้พัก ที่ได้รับจากโรงแรม นอกจากนั้น ได้แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษปรับทางปกครองให้เป็นมาตรการปรับเป็นพินัย โดยสรุปได้ ดังนี้
|
พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2548 |
พระราชบัญญัติโรงแรม (ฉบับที่ ..)ฯ |
|
|
1. เพิ่มเติมบทนิยาม เพื่อให้สอดคล้องกับบทนิยามตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง (ร่างมาตรา 3) |
||
|
● “ผู้พัก” หมายความว่า คนเดินทางหรือบุคคลอื่นใด ที่ใช้บริการที่พักชั่วคราวของโรงแรม ● “ใบอนุญาต” หมายความว่า ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม (มาตรา 4) ฯลฯ |
● เพิ่มบทนิยามคำว่า “คนต่างด้าว” หมายความว่า คนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง (ร่างมาตรา 3) |
|
|
2. แก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่ของผู้จัดการโรงแรม ดังนี้ 2.1 ให้ผู้จัดการโรงแรมบันทึกรายการเกี่ยวกับผู้พักโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ และลดภาระให้เหลือเพียงเท่าที่จำเป็น [กำหนดให้บันทึกเฉพาะในทะเบียนผู้พัก (ร.ร. 4) โดยตัดกรณีบัตรทะเบียนผู้พัก (ร.ร.3) และหน้าที่ในเก็บรักษาเอกสารดังกล่าวออก] (ร่างมาตรา 4 ยกเลิกมาตรา 35) 2.2 ให้ผู้จัดการโรงแรมส่งข้อมูลทะเบียนผู้พักในแต่ละวันให้นายทะเบียนทุก 24 ชั่วโมงโดยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ และให้นายทะเบียน (อธิบดีกรมการปกครองในเขตกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตจังหวัดอื่น ๆ) มีหน้าที่ส่งข้อมูลเฉพาะที่เกี่ยวกับผู้พักซึ่งเป็นคนต่างด้าวให้ สตม. และเพิ่มเติมหน้าที่ของนายทะเบียนและกรมการปกครองในการจัดเก็บ รวบรวม และเปิดเผยข้อมูลทะเบียนผู้พักที่ได้รับจากโรงแรมสำหรับกรณีที่มีหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายเกี่ยวข้องร้องขอข้อมูลในทะเบียนผู้พักต่อนายทะเบียนหรือกรมการปกครอง โดยชี้แจงวัตถุประสงค์และเหตุผลความจำเป็นในการนำไปใช้ประโยชน์แก่ราชการ ตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานนั้น (ร่างมาตรา 4 ยกเลิกมาตรา 36) 2.3 เพิ่มเติมให้กรมการปกครองจัดให้มีวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการบันทึกข้อมูลทะเบียนผู้พัก (ร่างมาตรา 9) 2.4 ยกเลิกหน้าที่ของผู้จัดการโรงแรมที่ต้องดำเนินการขอคัดลอกสำเนาทะเบียนผู้พักจากนายทะเบียนมาเก็บรักษาไว้แทนในกรณีที่ทะเบียนผู้พักที่เก็บรักษาไว้ในโรงแรมสูญหายหรือถูกทำลายตามมาตรา 37เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบของการบันทึกรายการเกี่ยวกับผู้พักโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์และการตัดหน้าที่ในการเก็บรักษาบัตรทะเบียนผู้พักออก (ร่างมาตรา 5 ยกเลิกมาตรา 37 ) |
||
|
● มาตรา 35 ผู้จัดการต้องจัดให้มีการบันทึกรายการต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้พักและจำนวนผู้พักในแต่ละห้องลงในบัตรทะเบียน ผู้พักในทันทีที่มีการเข้าพัก โดยให้ผู้พักคนใดคนหนึ่งเป็น ผู้ลงลายมือชื่อในบัตรทะเบียนผู้พัก หากผู้พักมีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์และเข้าพักตามลำพัง ให้ผู้จัดการหรือผู้แทนลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วย และนำไปบันทึกลงในทะเบียนผู้พักให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากมีการลงทะเบียนเข้าพัก ถ้ารายการซึ่งจะต้องบันทึกลงในทะเบียนผู้พักตาม วรรคหนึ่งซ้ำกับรายการวันก่อนให้บันทึกรายการดังกล่าว ว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง การบันทึกรายการต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้เข้าพักลงในบัตรทะเบียน ผู้พักและทะเบียนผู้พักต้องบันทึกทุกรายการให้ครบถ้วน ห้ามมิให้ปล่อยช่องว่างไว้โดยไม่มีเหตุผลสมควร ผู้จัดการต้องเก็บรักษาบัตรทะเบียนผู้พักและทะเบียนผู้พักไว้เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี และต้องให้อยู่ในสภาพที่ตรวจสอบได้ บัตรทะเบียนผู้พักและทะเบียนผู้พัก ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ● มาตรา 36 ผู้จัดการต้องส่งสำเนาทะเบียนผู้พักในแต่ละวันไปให้นายทะเบียนทุกสัปดาห์แล้วให้นายทะเบียนทำใบรับมอบให้ไว้เป็นสำคัญหากโรงแรมใดอยู่ห่างไกลหรือไม่สามารถส่งได้ตามกำหนดดังกล่าว ให้นายทะเบียน พิจารณากำหนดระยะเวลาส่งสำเนาดังกล่าวแล้วแจ้งให้ผู้จัดการทราบ |
● มาตรา 35 ผู้จัดการต้องจัดให้มีการบันทึกรายการต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้พักทุกคนและจำนวนผู้พักในแต่ละห้องลงในทะเบียนผู้พักในทันทีที่มีการเข้าพัก ถ้ารายการซึ่งจะต้องบันทึกลงในทะเบียนผู้พักตามวรรคหนึ่ง ซ้ำกับรายการวันก่อน ให้บันทึกรายการดังกล่าวว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง การบันทึกรายการต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้พักลงในทะเบียนผู้พัก ต้องบันทึกทุกรายการให้ครบถ้วน ห้ามมิให้ปล่อยช่องว่างไว้โดยไม่มีเหตุผลสมควร ทะเบียนผู้พัก ให้ทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และ มีข้อความตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ทั้งนี้ โดยให้ คำนึ่งถึงการจำแนกกลุ่มผู้พักซึ่งเป็นคนต่างด้าวเพื่อส่งข้อมูล ให้แก่ สตม. ตามมาตรา 36 ด้วย (ร่างมาตรา 4) ● มาตรา 36 ผู้จัดการต้องส่งข้อมูลทะเบียนผู้พักในแต่ละวันให้นายทะเบียนทุก 24 ชั่วโมงโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์และให้นายทะเบียนส่งข้อมูลของผู้พักซึ่งเป็นคนต่างด้าวในแต่ละวันให้ สตม. ทั้งนี้ กำหนดระยะเวลาการส่งต่อข้อมูลดังกล่าวให้เป็นไปตามที่กรมการปกครองและ สตม. ตกลงร่วมกัน ให้นายทะเบียนจัดเก็บข้อมูลทะเบียนผู้พักที่ได้รับจากโรงแรมในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบและสามารถสืบค้นได้โดยง่าย รวมทั้งจัดส่งไปรวบรวมและจัดเก็บที่กรมการปกครองอย่างน้อยทุกสัปดาห์ ในกรณีที่มีหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ร้องขอข้อมูลในทะเบียนผู้พักต่อนายทะเบียนหรือกรมการปกครอง โดยชี้แจงวัตถุประสงค์และเหตุผลความจำเป็นในการนำไปใช้ประโยชน์แก่ราชการตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานนั้นหากนายทะเบียนหรือกรมการปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเหตุผลตามที่ร้องขอให้นายทะเบียนหรือกรมการปกครองจัดส่งข้อมูลให้หน่วยงานนั้นโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ (ร่างมาตรา 4) |
|
|
- ไม่มี - |
● ร่างมาตรา 9 ให้กรมการปกครองจัดให้มีวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการบันทึกข้อมูลทะเบียนผู้พัก ตามมาตรา 35 และการจัดส่งข้อมูลตามมาตรา36แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ |
|
|
● มาตรา 37 ในกรณีที่ทะเบียนผู้พักที่เก็บรักษาไว้ในโรงแรมสูญหายหรือถูกทำลาย ผู้จัดการต้องดำเนินการขอคัดลอกสำเนาทะเบียนผู้พักนั้นจากนายทะเบียนมาเก็บ |
● ให้ยกเลิกมาตรา 7 (ร่างมาตรา 5) (ยกเลิกหน้าที่ของผู้จัดการโรงแรมที่ต้องดำเนินการขอคัดลอกสำเนาทะเบียนผู้พักจากนายทะเบียนมาเก็บรักษาไว้แทนในกรณีที่ทะเบียนผู้พักที่เก็บรักษาไว้ในโรงแรมสูญหายหรือถูกทำลายตามมาตรา 37เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบของการบันทึกรายการเกี่ยวกับผู้พักโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์และการตัดหน้าที่ในการเก็บรักษาบัตรทะเบียนผู้พักออก) |
|
|
3. แก้ไขชื่อส่วนที่ 2 โทษปรับทางปกครอง ของหมวด 6 บทกำหนดโทษ แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 เป็น “ส่วนที่ 2 โทษปรับทางปกครองและมาตรการปรับเป็นพินัย” เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษ ตามมาตรา 35 และมาตรา 36 จาก “โทษปรับทางปกครอง” ให้เป็น “มาตรการปรับเป็นพินัย” |
||
|
หมวด 6 บทกำหนด ___________ ฯลฯ ฯลฯ ส่วนที่ 2 โทษปรับทางปกครอง ___________ |
● ให้ยกเลิกชื่อส่วนที่ 2 โทษปรับทางปกครอง ของหมวด 6 บทกำหนดโทษ แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “ส่วนที่ 2 โทษปรับทางปกครองและมาตรการปรับเป็นพินัย” (ร่างมาตรา 6) |
|
|
4. แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษ และเพิ่มการกำหนดมาตรการปรับเป็นพินัย ดังนี้ 4.1 แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษตามมาตรา 56 กรณีผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมผู้ขอรับโอนใบอนุญาตตามมาตรา 25 ผู้จัดการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้งเป็นผู้จัดการตามมาตรา 32 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 34 (10) หรือมาตรา 38 เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 35 และมาตรา 36 (ร่างมาตรา 7 ยกเลิกมาตรา 56 ร่างมาตรา 8 เพิ่มมาตรา 58/1) |
||
|
● มาตรา 56 ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ผู้ขอรับโอนใบอนุญาตตามมาตรา 25 ผู้จัดการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้งเป็นผู้จัดการตามมาตรา 32 ผู้ใด ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 34 (10) มาตรา 35 วรรคหนึ่งหรือวรรคสี่ มาตรา 36 มาตรา 37 หรือมาตรา38 ต้องระวางโทษปรับทางปกครองตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท |
● มาตรา 56 ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ผู้ขอรับโอนใบอนุญาตตามมาตรา 25 ผู้จัดการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้งเป็นผู้จัดการตามมาตรา 32 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 34 (10) หรือมาตรา 38 ต้องระวางโทษปรับทางปกครองตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท (ร่างมาตรา 7) |
|
|
● เพิ่มมาตรา 58/1 ในส่วนที่ 2 โทษปรับทางปกครองและมาตรการปรับเป็นพินัย ของหมวด 6 บทกำหนดโทษแห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 (ร่างมาตรา 8) “มาตรา 58/1 ผู้จัดการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้งเป็นผู้จัดการตามมาตรา 32 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 35 และมาตรา 36 วรรคหนึ่ง มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท” (เดิมเป็นโทษปรับทางปกครอง) |
||
|
5. เพิ่มบทเฉพาะกาล 5.1 สำหรับกรณีการบันทึกและจัดส่งข้อมูลทะเบียนผู้พักด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามร่างมาตรา 9 ยังไม่แล้วเสร็จ ให้ผู้จัดการโรงแรมจะบันทึกรายการทะเบียนผู้พักในรูปแบบเอกสารหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้แต่ให้ส่งข้อมูลทะเบียนผู้พักในแต่ละวันให้นายทะเบียนด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยจัดส่งให้นายทะเบียน ทุก 24 ชั่วโมง และพร้อมกันนั้นให้ส่งข้อมูลกลุ่มผู้พักซึ่งเป็นคนต่างด้าวให้ สตม. ด้วย และสำหรับกรณีที่กรมการปกครองจัดให้มีวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการบันทึกข้อมูลทะเบียนผู้พักไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด 1 ปี ให้นายทะเบียนมีหน้าที่จัดส่งข้อมูลคนต่างด้าวให้ สตม. นับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าวเป็นต้นไป (ร่างมาตรา 10) 5.2 ให้สามารถใช้ทะเบียนผู้พัก (ร.ร.4) ที่ได้มีการประกาศกำหนดตามมาตรา 35 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ไปพลางก่อน หากยังไม่มีการประกาศกำหนดแบบทะเบียนผู้พักตามมาตรา 35 วรรคสี่แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีการประกาศกำหนดแบบทะเบียนผู้พักดังกล่าว (ร่างมาตรา 11) |
||
|
- ไม่มี - |
● ร่างมาตรา 10 ในวาระเริ่มแรก ในระหว่างที่วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา 9 ยังไม่แล้วเสร็จ ผู้จัดการโรงแรมจะบันทึกรายการทะเบียน ผู้พักในรูปแบบเอกสารหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ แต่ให้ส่งข้อมูลทะเบียนผู้พักในแต่ละวันให้นายทะเบียนด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยจัดส่งให้นายทะเบียนทุก 24 ชั่วโมง และพร้อมกันนั้นให้ส่งข้อมูลกลุ่มผู้พักซึ่งเป็นคนต่างด้าว ให้ สตม. ด้วย เมื่อครบ 1 ปี แล้วหากกรมการปกครองยังจัดทำวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา 9 ไม่แล้วเสร็จให้ผู้จัดการโรงแรมและนายทะเบียนปฏิบัติตามมาตรา 35 วรรคสี่ และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ นับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าวเป็นต้นไป ● ร่างมาตรา 11 เมื่อพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้วในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศกำหนดแบบทะเบียนผู้พักตามมาตรา 35 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้จัดการโรงแรมบันทึกข้อมูลทะเบียนผู้พักตามแบบที่ได้มีการประกาศกำหนดตามมาตรา 35 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ไปพลางก่อน และจัดส่งตามมาตรา 36 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะมีประกาศกำหนดแบบทะเบียนผู้พักตามมาตรา 35 วรรคสี่แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ |
|
|
6. ผู้รักษาการ โดยกำหนดรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 เนื่องจากร่างพระราชบัญญัตินี้มีบทเฉพาะกาล จึงจำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบกำกับดูแลการบังคับใช้และการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย |
||
|
● ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียนออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้ ยกเว้นค่าธรรมเนียม และกำหนดกิจการอื่นหรือออกประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ |
● ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ |
|
|
7. วันใช้บังคับ |
||
|
● ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป |
ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป |
|
5. ประโยชน์และผลกระทบ ร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับนี้จะช่วยลดต้นทุน ภาระ และอุปสรรคที่ไม่จำเป็น รวมทั้งลดหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมายที่ซ้ำซ้อนให้แก่ประชาชน อันจะส่งผลเป็นการดึงดูดให้คนต่างด้าวที่มีศักยภาพเข้ามาลงทุนหรือท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งสามารถช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวมได้ นอกจากนั้น การแก้ไขบทกำหนดโทษให้เป็นมาตรการปรับเป็นพินัย จะช่วยสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อีกทางหนึ่งด้วย
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 23 มิถุนายน 2569
g1
สงวนลิขสิทธิ์ © 2557 บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด